The land of compromise Saturday, October 10, 2009

มีแต่บล็อกเกอร์ที่ไร้จิตสำนึกและความรับผิดชอบที่สุดเท่านั้นที่จะเปิดประเด็นอันชวนบาดหมางทั้งสาม คือการเมือง ศาสนา และการเมือง

จึงเป็นธรรมดาที่วันนี้ผมวกเข้าสู่เรื่องต้องห้ามหมายเลขสองด้วยความจำใจ

(1)

Absolutism คือแนวคิดที่ว่าโลกนี้มีความจริง ความเท็จ มีถูก มีผิด ที่แน่นอนตายตัว ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตีความของแต่ละคน

คุณและผมต่างถือกำเนิดจากองค์ประกอบเคมีเดียวกันนะครับ เรามียีนเหมือนกัน 99.97% และบังเอิญอาศััยอยู่บนดาวเคราะห์อ้างว้างในจักรวาลเดียวกันซะด้วย ดังนั้นการที่บอกว่ากฎสากลบางอย่างจะ apply กับคนบางส่วนที่ศรัทธาอย่างหนึ่ง ในขณะที่ละเว้นคนที่เหลือที่ไม่ได้เชื่อในอย่างเดียวกัน มันก็เหมือนกับบอกว่าผมไม่เชื่อในแรงโน้มถ่วง ผมเลยไม่ตกสู่พื้นโลก

ผมยังรู้อะไรน้อยนัก

เพื่อนผมคนหนึ่งเคยพูดทีเล่นทีจริงว่าเธอกับเพื่อนจะไม่ได้ไปเจอกันในโลกหน้า เนื่องจากนับถือคนละศาสนา เธอก็จะไปอยู่สวรรค์พุทธ (ที่ซึ่งผมอนุมานว่ามีเทวดาหนุ่มเล่นพิณขับกล่อม) ส่วนเขาไปอยู่สวรรค์คริสต์ (ที่มีเซนต์ปีเตอร์และชีวิตนิรันดร์) ผมก็แกล้งหยอกโดยไม่คิดอะไรว่า สรุปสวรรค์จะเป็นแบบพุทธหรือคริสต์กันแน่

"อ้าว ก็คนที่นับถือพุทธก็ไปสวรรค์พุทธ ส่วนคนที่นับถือคริสต์ก็ไปอยู่สวรรค์คริสต์" เพื่อนผมตอบน้ำเสียงจริงจัง

"เฮ้ย มันจะไปมีทั้งคู่ได้ไงวะ" ผมย้อนถามอย่างงุนงง

ในโลกที่มีเสรีภาพทางความเชื่อ การอยู่ร่วมกับความคิดเห็นที่แตกต่างเป็นทักษะที่สำคัญ...ที่หลาย ๆ คนพยายามมากเกินไป จนลืมว่าสุดท้ายแล้ว ความเชื่อต่าง ๆ มักเป็น mutually exclusive สุดท้ายแล้วก็จะมีคนถูกได้คนเดียว ไม่ "พระเจ้า" ของผมก็ต้อง "พระเจ้า" ของคุณ ที่เป็นแค่เรื่องโกหกที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก และบรรดาสรวงสวรรค์ นิพพาน โมเสส อัลเลาะห์ อับราฮัม วูดู ก็มีอันใดอันหนึ่งเท่านั้น ที่สามารถเป็นได้มากกว่าเศษเสี้ยวของจินตนาการเพ้อฝัน

การได้อ่านหนังสือ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนมากมาย ทำให้ผมเริ่มมีคำตอบให้แก่คำถามจำนวนมาก ที่ผมเก็บเกี่ยวมาได้จากการเติบโตขึ้นมาในสังคมประนีประนอม ธรรมชาติของความรอมชอมแบบ "ขอไปที" เป็นเหตุหนึ่งที่มีน้อยคนออกมาต้ังคำถามว่า ทำไมรามายณะกับไตรภูมิพระร่วงใช้ตัวแสดงชุดเดียวกัน ทำไมคนที่บัตรประชาชนบอกว่านับถือศาสนาพุทธ จึงชาบูพระพรหมตามสี่แยก ทำไมคนที่กราบไหว้เทพเจ้าช้าง (พิฆเนศ) จึงห้อยพระเครื่อง ตลอดจนทำไมวันคริสต์มาสถึงบังเอิญเป็นวันเกิดเทพอาทิตย์ของเพเกิน (ซึ่งต้องขอบคุณแดน บราวน์ ที่เผยแพร่ข้อเท็จจริงนี้สู่ pop society)

กลับมาที่เพื่อนผม เจ้าของไอเดีย คนที่ศรัทธาอะไรก็จะได้รับผลตามนั้น ผมตั้งใจไว้ว่าซักวันนึง จะก่อตั้งศาสนาที่ทุกคนขึ้นสวรรค์หมด แล้วชวนเธอมาเป็นอัครสาวกเบอร์หนึ่ง แต่อันนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราจะพูดถึงกันในวันหลัง

(2)

Relativism คือแนวคิดที่ว่า ความดี ความชั่ว ความจริง ความงาม ล้วนไม่มีอยู่จริง หากแต่ขึ้นอยู่กับผู้สังเกตการณ์ และแปรผันไปตามการสังเกตการณ์ของแต่ละคน

คำถามหลาย ๆ ข้อไม่มีคำตอบตายตัวครับ ถึงแม้แต่ละคนจะมีตัวเลือกของตัวเองอยู่ในใจ แต่ถ้าถามว่าการเมืองขั้วอนุรักษ์นิยมหรือเสรีนิยมดีกว่า เราคงหาความลงรอยในคำตอบได้ยาก ทั้งนี้เพราะความแตกต่างที่เราใช้นิยามคำว่า "ดีกว่า" จากการที่ระบบคุณค่าของแต่ละคนไม่เท่ากัน แล้วแต่ว่าคุณจะให้น้ำหนักความสำคัญกับสิทธิในการแสดงออก โอกาส ความเสมอภาค ความมั่นคง ความสวยงาม ความเจริญ สิ่งแวดล้อม และประเด็นหมูเห็ดเป็ดไก่อีกทั้งหลายอย่างไร

Relativism จึงมีประโยชน์มากเวลาที่เราพยายามจะถก และเข้าใจ "ความคิดเห็น" ซึ่งมักจะแปรผันตามระบบคุณค่าของแต่ละปัจเจกบุคคน แต่ประโยชน์ของมันก็สุดอยู่ประมาณนี้เท่านั้น

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา เทรนด์ new age เริ่มจับกระแสผู้ "อยากคิดต่าง" ทั้งหลายในโลกตะวันตก ให้มาสนใจในคริสตัลพลังงาน น้ำมนต์รักษาโรค แพทย์ทางเลือก พลังจิต การนั่งสมาธิ ฯลฯ (ซึ่งแน่นอน บ้านเราก็เอามาฮือฮากันต่อว่า "ตะวันตกหันมายอมรับศาสตร์ตะวันออก") ซึ่งเป็นเหตุหนึ่งที่แนวคิด "สัมพัทธ์นิยม" (relativism) เฟื่องฟูขึ้นอย่างมหาศาล

กระแส relativism นี้ทำให้ความ "ถูก" และ "ผิด" กลายเป็นเรื่องส่วนตัวไป กลายเป็นแค่ "อาจจะถูกของเธอ แต่ผิดของฉัน" ทุกวันนี้เราจึงละอายที่จะชี้ชัดลงไปว่าอะไร "ถูก" อะไร "ผิด" เรากลายเป็นสังคมอะลุ่มอล่วยเชิงความคิด ที่คนสักการะมั่วไปหมด เพราะเชื่อว่าเทพเจ้าสักองค์จากสามร้อยเจ็ดสิบสององค์บนหิ้งพระจะบันดาลโชคลาภมาให้ แถม "ไม่เชื่ออย่าลบหลู่!" และเราก็กลายเป็นสังคมอะลุ่มอล่วยทางคำพูด ที่เราไม่กล้าบอกว่าใคร "งมงาย" "เพ้อเจ้อนะ" หรือ "เข้าขั้นบ้าแล้ว"—คำตัดสินเหล่านี้ช่างล้าหลังและยึดติดเสียกระไร!

ดังนั้นในสังคมยุคโพสต์โมเดิร์น เราจึงให้กำเนิดวัฒนธรรมการมองข้อเท็จจริงทุกอย่างเป็นเรื่องสัมพัทธ์ไปซะหมด ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ การพิสูจน์ และการทดลอง ก็กลายเป็นแค่ "อีกมุมมองหนึ่งที่บางคนเชื่อ" เหมือนกับลัทธิอะไรสักอย่าง ไม่เพียงแค่นั้น แต่วิทยาศาสตร์ก็ไม่ได้ถูกเสมอไป มีอีกมากที่วิทยาศาสตร์ยังไม่ได้ค้นพบ และจะไม่มีวันเข้าใจ และจะไม่มีวันอธิบายได้ อีกทั้งความเชื่อทางวิทยาศาสตร์ก็ถูกลบล้างด้วยความเชื่อที่ใหม่กว่าอยู่บ่อย ๆ เพราะฉะนั้นจึงไม่ผิดอะไรที่จะเชื่อถืออะไรอย่างอื่นที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์

ผิด

(3)

บางทีผมต้องเปิดใจซักนิด มีคนบอกผม

ผมเชื่อว่าผู้ไร้ศาสนาทั้งหลายล้วนเป็นบรรดาคนที่ใจกว้างที่สุดในโลก

ถ้าจะให้ผมเชื่อเรื่องพลังจิต บาปบุญคุณโทษ ผีสางนางไม้ อย่ามัวเล่านิทานปรัมปรา อย่าอ้างเหตุการณ์เล่าต่อกันมาที่เกิดขึ้นหนึ่งในล้าน อย่าอ้างปริมาณเพราะคนจำนวนมากคิดไม่ได้ทำให้อะไรถูก

แค่เอาผีตัวเป็น ๆ มาพูดคุยกับผม เอาการทดลอง เอาข้อพิสูจน์ เอาอะไรที่ยืนยันได้ ทำซ้ำได้ วัดผลได้ มาแสดง ผมอยากจะเชื่ออยู่แล้ว ผมไม่มีพระเจ้า ไม่มีเหตุผลที่จะต่อต้าน

แต่ในทางกลับกัน ถ้าให้ผมพิสูจน์ให้คุณเห็นว่าอะไรที่คุณศรัทธามันเป็นแค่เรื่องงมงาย ผมคงต้องใช้เวลาทั้งชีวิต

เพราะศาสนาโน้มน้าวให้คนเชื่อโดยการหยิบ "อะไรก็ได้" ที่สนับสนุนคำสั่งสอนมาเป็น "ข้อพิสูจน์" อะไรต่าง ๆ ว่ามีจริง แต่เราก็รู้กันว่าคนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจสถิติและความน่าจะเป็น และมีอคติยืนยันสิ่งที่ตนเชื่อ (confirmation bias)—ในขณะเดียวกัน กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เริ่มโดยการตั้งสมมติฐาน และพยายามทุกวิถีทางที่จะล้มล้างสมมติฐานนั้น! นี่แหละครับคือทัศนคติที่แตกต่างกันมหาศาล

นักวิทยาศาสตร์จะเริ่มต้นจากสมมติฐานว่า "เพราะ x จึง y" แล้วแทนที่จะหาตัวอย่างเหตุการณ์ที่มี x แล้วมี y ซึ่งอาจเกิดจากความบังเอิญหรือสาเหตุใดก็ได้ เขากลับพยายามที่จะสร้างกรณีที่มี x แล้วไม่มี y เกิดขึ้น โดยใช้กระบวนการทดสอบที่แน่นอน วิธีการที่เป็นมาตรฐาน พิสูจน์ได้ ชั่งตวงวัดได้ พยายามจะพิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าทฤษฎีของตัวเองผิด หากทำไม่สำเร็จ จึงตีแผ่ผลการค้นคว้าในวารสาร ซึ่งเพื่อนนักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลกก็จะพยายามรุมยำทฤษฎีของเขา ทำการทดลองซ้ำ เพื่อตัดโอกาสที่จะเกิดขึ้นจากความผิดพลาดหรือความบังเอิญขึ้นได้ เพื่อหาข้อหักล้างว่าทฤษฎีนั้นมีช่องโหว่ใด ๆ เมื่อเวลาผ่านไป หากยังไม่มีใครทำสำเร็จ ทฤษฎีนั้นจึงจะเริ่มได้รับการยอมรับในระดับสากลขึ้นมา และถูกนำไปประยุกต์เป็นความก้าวหน้าใหม่ ๆ "ทางวัตถุ" ที่ไปต่อชีวิตผู้คน ที่ให้ความสะดวกสบาย ที่ทำให้มนุษย์มีอารยธรรมขึ้น

ในขณะที่คำสอนของศาสนาต่าง ๆ ล้วนปฏิเสธการพิสูจน์ โดยอ้างว่า "เป็นเรื่องของจิตที่ไม่อาจวัดได้" "จะเห็นได้ต่อเมื่อมีศรัทธา" หรือ "ผู้ปฏิบัติพึงรู้ได้ด้วยตนเอง"—แต่วิทยาศาสตร์กลับทำทุกทาง ที่จะเอาทฤษฎีนั้นออกมาจากหัวของนักวิทยาศาสตร์ เพราะวิทยาศาสตร์สอนเราว่าประสาทสัมผัสทั้งห้านั้นเชื่อถือไม่ได้ เราต้องเอาบทพิสูจน์นั้นออกมาวางบนโต๊ะ หรืออยู่ในหลอดทดลอง หรืออยู่ในข้อมูลคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถตรวจสอบ ทำซ้ำได้ แล้วพิสูจน์ว่าอะไรคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงบน "โลกใบนี้" ไม่ว่าผู้ที่สังเกตการณ์จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม ดังนั้นรถยนต์ก็จะยังพาเราวิ่งไปไหนมาไหนโดยไม่สนใจว่าเราจะศรัทธามันมั้ย และไมโครเวฟก็ยังอุ่นไก่ได้ถึงแม้เราจะไม่ซาบซึ้งในรสพระธรรมของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามากนัก

ในขณะที่ศาสนาเริ่มต้นมาจาก "ความสมบูรณ์แบบ" ความเป็นอาตมัน เป็นแอลฟาและโอเมกา เป็นอกาลิโก—แต่วิทยาศาสตร์เป็นระบบสะสมภูมิปัญญา ซึ่งคัดเฉพาะความรู้ที่ถูกพิสูจน์แล้วไว้ และกรองความเข้าใจที่ผิดพลาดออกไป ดังนั้นองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์จึงเป็นอะไรที่ "ทันสมัย" เสมอ และสะท้อนถึงความเข้าใจที่ดีที่สุดของมนุษยชาติ เพราะเมื่อมีอะไรที่อธิบายธรรมชาติได้ดีกว่าวิทยาศาสตร์ มันก็กลายเป็นวิทยาศาสตร์ไป เมื่อ "การแพทย์ทางเลือก" รักษาผู้ป่วยได้ดีกว่าการแพทย์แผนปัจจุบัน มันก็กลายเป็น "แผนปัจจุบัน" ไปนะครับ

ในขณะที่ศาสนาเน้นศรัทธาเหนือเหตุผล เช่นบอกว่า "อายุคาร์บอนบ่งบอกไว้เท่านั้นก็เพราะพระเจ้าสร้างเอาไว้พิสูจน์ศรัทธา" หรือ "เรื่องที่เป็นอจินไตย ถ้าใครขืนคิดจะพึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า"—วิทยาศาสตร์กลับรับคำท้านั้น และเราก็ได้ไอ้บ้าที่คิดค้นเครื่องทุ่นแรง เครื่องมือสื่อสาร ยานอวกาศ แหล่งพลังงาน ออกมามากมาย เพราะไม่ยอมปิดกั้นความสงสัยใคร่รู้ของตนด้วยคำเตือนว่า "พึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า ได้รับความลำบากโดยเปล่าประโยชน์"

ถึงแม้วิทยาศาสตร์จะไม่สามารถตอบทุกคำถามของจักรวาลได้ในขณะนี้ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้นิทานปรัมปรา หรือกฎแห่งอะไรต่อมิอะไรที่เนรมิตขึ้นมาจากอากาศธาตุ กลายเป็น "คำตอบ" ที่ถูกต้องได้โดยอัตโนมัติ วิทยาศาสตร์จะมีคำตอบใหม่ ๆ ที่จะมาล้างอวิชชาที่หมักหมมมาหลายพันปี และมีคำถามใหม่ ๆ ให้มันสมองรุ่นต่อไปของโลกได้ขบคิดกันอยู่เสมอ

และดังที่ครั้งหนึ่งดาราศาสตร์ได้แทนที่โหราศาสตร์ และวิชาเคมีได้แทนที่การเล่นแร่แปรธาตุ สักวันหนึ่งวิทยาศาสตร์ก็ย่อมทำให้ศาสนากลายเป็นแค่ตลกร้ายไร้แก่นสารที่ทำให้ผู้คนเข่นฆ่ากันมามากมายในอดีตกาล

Filed under: philosophy, atheism