ผมเชื่อว่าเศรษฐศาสตร์ยังเป็นหนึ่งในเครื่องมือแก้ปัญหาสังคมที่ทรงพลังที่สุดของยุคนี้
ภาพพจน์ของนักเศรษฐศาสตร์มักถูกมองไปทางแง่ลบหน่อย ๆ ว่าเป็นคนงก แต่อันที่จริงไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย มีคนเปรียบเปรยไว้ได้ดีว่าต่อให้คนใจบุญอย่างแม่ชีเทเรซ่าก็ย่อมต้องการใช้เศรษฐศาสตร์เพื่อให้ช่วยคนได้จำนวนมากที่สุด ภายใต้ทรัพยากรที่มีจำกัด
เศรษฐศาสตร์ไม่ได้ศึกษาแค่เรื่องเงินครับ เศรษฐศาสตร์พูดถึงแรงจูงใจ ด้วยโมเดลที่ว่ามนุษย์ทุกคนล้วนเป็น homo economicus คือผู้ตอบสนองต่อแรงจูงใจ
สาเหตุที่ไม่ค่อยมีคนหันไปหาเศรษศาสตร์ในการแก้ปัญหาสังคม ก็เพราะอคติเดียวกับที่ผมพูดถึงข้างบนนั่นแหละ เพราะกระทั่งคำว่า “แรงจูงใจ” ยังฟังดูสกปรก ในสังคมที่เราเฝ้าฝันถึง “คนดี” ผู้ขาวสะอาด เสียสละ อุทิศตน มีน้ำใจ ที่จะมาเป็นอัศวินขี่ม้าขาวช่วยประเทศเราจากความพังพินาศอันเกิดจากสังคมเสื่อมทราม
เพ้อเจ้อ!
คนก็คือคน เราตอบสนองต่อแรงจูงใจ เช่นรางวัลและการลงโทษ เราเกิดมาเป็นแบบนี้ เราเลี้ยงลูกแบบนี้ และโครงสร้างสังคมปัจจุบันทั้งหมด ตั้งแต่ใบปริญญาจนถึงค่าปรับจราจร ก็ล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานข้อนี้ทั้งสิ้น
กลางศตวรรษที่ 18 ราชอาณาจักรอังกฤษเริ่มส่งออกนักโทษไปยังออสเตรเลีย แต่ปรากฎว่าเมื่อเรือไปถึง นักโทษมักจะตายไปแล้วซะหนึ่งในสาม ที่ยังเหลือรอดก็อิดโรย สอบสวนแล้วพบว่ากัปตันเรือเอกชนล้วนไม่เต็มใจจะแบ่งเสบียงอาหารของลูกเรือให้แก่นักโทษที่บรรทุก
ทางการอังกฤษพยายามแก้ปัญหาโดยการส่งอาหารไปพร้อมกับนักโทษ แต่กลายเป็นว่ากัปตันก็เอาอาหารไปขายที่ปลายทางซะหมด นักโทษอดตายเหมือนเดิม
แม้จะส่งหมอ ส่งยาขึ้นเรือไปด้วย หมอก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะอำนาจอธิปไตยบนเรือเป็นของกัปตันโดยเบ็ดเสร็จ อังกฤษก็จนปัญญา จนกระทั่งวันนึงก็มีคนคิดออกว่า เราน่าจะจ่ายค่าจ้างกัปตันเรือ แค่ตามจำนวนนักโทษที่มีชีวิตรอดไปถึงออสเตรเลีย
นับจากนั้นมา นักโทษกว่า 99% ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกอย่างปลอดภัย
ผมก็ลองมาคิด ถ้าปัญหานี้เกิดขึ้นในประเทศไทย
เราจะมีนักวิชาการ เรียงหน้ากันออกมาพูดถึงจิตสำนึกทุกสามชั่วโมง เสนอให้ปฏิรูประบบการศึกษา ให้มีข้อสอบวัดระดับศีลธรรม จริยธรรม ในข้อสอบเอนทรานซ์ ข้อสอบแกะแพะ หรืออะไรที่เดี๋ยวนี้เขาใช้กัน
เราจะมีประชาชน ออกมาประนามกัปตันเรือที่ฉ้อฉลเสบียงหลวง เดินขบวนบรรยายความเสื่อมศรัทธาในระบอบทุนนิยมและตลาดเสรี พร้อมทั้งเรียกร้องให้ยึดเรือทุกลำเป็นของกองทัพเบ็ดเสร็จ
เราจะมีพระ บอกให้เด็กกลับมาเรียนในโรงเรียนวัด จะได้สอนเรื่องศีล 5 ว่าการฆ่าคนเป็นบาปนะจ๊ะ ถึงจะไม่บาปเท่าฆ่าเวลาก็ตาม เราจะมีสื่อ ที่จะสนุกกับการไฮไลต์ข่าว คนดี คนเลว ของสังคม
ผมไม่เข้าใจว่าทำไมทุกภาคส่วนของสังคมทุกวันนี้หมกมุ่นกับคนดี
โลกเราจะมี outliers ในจำนวนเดิมเสมอ เราจะมีแท็กซี่ที่ส่งคืนกระเป๋าใส่เงินแสนของฝรั่ง และเราก็จะมีอาชญากรข่มขืนอยู่คละกันไป แต่คนส่วนมากที่อยู่ตรงกลางก็คือ homo economicus ผู้ตอบสนองต่อแรงจูงใจ เหมือนกัปตันเรืออังกฤษ เหมือนเรา ๆ ท่าน ๆ ที่ยัดแบงค์ร้อยให้ตำรวจ และเส้นลูกเข้าเซนต์โยฯ
นักเศรษฐศาสตร์มองเห็นนานแล้วว่า การสร้างระเบียบสังคม ไม่ใช่การสอนศีลธรรมแล้วหวังว่าทุกคนจะเป็น “คนดี” (ซึ่งคืออะไรก็ไม่รู้) แต่เป็นการสนับสนุนให้แรงจูงใจส่วนบุคคล สอดคล้องไปกับแรงจูงใจของสังคม
เมื่อสังคมต้องการให้นักโทษมีชีวิตรอด แต่กัปตันเรือแค่ต้องการมีกำไรสูงสุด ระเบียบสังคมก็ย่อมไม่เกิด จนกว่าเราจะใช้กฎหมาย ปรับทิศทางของแรงจูงใจส่วนบุคคล ให้สอดคล้องกับสิ่งที่สังคมต้องการ โดยการให้รางวัลกัปตันสำหรับนักโทษแต่ละคนที่รอดชีวิต
เมื่อสังคมต้องการออกใบสั่งผู้ฝ่าฝืนกฎจราจร และเก็บค่าปรับเข้ารัฐ แต่เจ้าพนักงานต้องการหาลำไพ่เสริม ส่วนคนขับก็ต้องการเสียค่าปรับน้อยที่สุด ระเบียบสังคมย่อมไม่มี–ไม่มี–ไม่มีทางเกิด จนกว่าเราจะเปลี่ยนทิศทางแรงจูงใจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งทำให้การติดสินบนนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ทำยังไงดี?
เราสามารถลดค่าปรับเหลือศูนย์บาทก็ได้ ทำให้ผู้กระทำผิดไม่มีแรงจูงใจให้ต้องยัดเงิน แต่ในขณะเดียวกันเราก็จะทำลายแรงจูงใจที่ทำให้ผู้ขับขี่เคารพกฎจราจร
เราสามารถยกเงินค่าปรับให้เจ้าพนักงานหมดเลยก็ได้ ทำให้หัวปิงปองไม่มีแรงจูงใจจะต้องลดค่าปรับ แต่สิ่งนี้จะทำให้เกิดสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่าแรงจูงใจวิปลาส (perverse incentive)
Perverse incentive ต้องอธิบายด้วยตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ ช่วงศตวรรษที่ 19 กาฬโรคระบาดที่ฮานอย เวียดนาม ราชการตั้งค่าหัวสำหรับหนูทุกตัวที่ชาวบ้านจับตายและนำมาขึ้นเงิน ทายซิครับว่าเกิดอะไรขึ้น… จำนวนหนูไม่ลดลง แต่ชาวบ้านหันไปเลี้ยงและเพาะพันธุ์หนูแทน
เมื่อตำรวจได้รับส่วนแบ่งจากค่าปรับเป็นเงินมากเพียงพอ ก็เตรียมตัวโดนโบกทุกหัวมุมถนน วันละสามเวลาหลังอาหารได้เลย1
ถ้างั้นแก้ยังไงดีล่ะปัญหานี้? เศรษฐศาสตร์ก็จะบอกว่า คุณก็กลบแรงจูงใจที่จะรับส่วยของเจ้าพนักงาน ด้วยแรงจูงใจที่จะไม่โดนโทษทางวินัยสิ เครื่องแบบของตำรวจทางหลวงในสหรัฐฯ จะมีวิทยุสื่อสารซึ่งเปิดไมโครโฟนไว้ตลอดเวลา ต่อตรงถึง ส.น. ตลอดเวลา ลองไป “ขอจ่ายตรงนี้ได้มั้ย” ดูนะครับ พี่แกแถมข้อหาติดสินบนให้อีกกระทง
ถ้านั่นยังไม่พอ คุณก็ให้หน่วยสอบสวนกิจการภายใน แต่งนอกเครื่องแบบ ขับรถให้โดนโบก แล้วก็ลองใจ “ยัดเงิน” ตำรวจจราจร ถ้าภายในสัปดาห์แรกที่มาตรการนี้เริ่มบังคับใช้ การรับสินบนของตำรวจไม่ลดลง 99% ก็มาถอดถอนใบอนุญาตเขียนบล็อกของผมไปได้เลยครับ
เห็นมั้ย ไม่เห็นต้องหมกมุ่นกับการทำให้ทุกคนมีจิตใจดีงามเลย
ปัญหาระดับชาติจำนวนมาก เราจะแก้ไขได้ก็ต่อเมื่อเรามองเห็นแรงจูงใจเบื้องหลังปัจเจกบุคคล และวิธีการที่ชาติที่ไม่มีปัญหาเหล่านั้นใช้หล่อหลอมให้มันสอดคล้องกับแรงจูงใจของสังคม ระเบียบสังคมจึงเกิดขึ้นมา
การอ้างว่าคนชาติอื่นประสบความสำเร็จเพราะมีคุณสมบัติบางอย่างเหนือกว่าคนไทย ก็ดูเป็นการปัดปัญหาที่ง่ายเกินมั้ย จริงอยู่ สิงคโปร์บ้านเมืองสะอาดเพราะจิตสำนึกสาธารณะ แต่ก็เพราะค่าปรับมหาโหดและกฎเหล็กริดรอนเสรีภาพ ที่ควบคุมการขายหมากฝรั่งและยาสูบด้วย คนญี่ปุ่นขยันทำงานเพราะเป็นวัฒนธรรม แต่ก็เพราะสังคมให้รางวัลกับการทำงานหนักอย่างสมน้ำสมเนื้อด้วย ไม่มีระบบอุบาทว์ที่กำหนดให้คนแก่สุดครองตำแหน่งใหญ่สุด หรือวัฒนธรรมเส้นข้ามหัวกันอย่างโจงครึ่มทั้งในภาครัฐและเอกชน
ผมขอจบเรื่องนี้ด้วยการวกไปพูดถึงปัญหาระดับชาติอีกหนึ่งข้อ คอรัปชั่น
ทุกวันนี้เราติดกับของการเรียกร้องให้นักการเมืองเป็นคนดี อุทิศตนเพื่อส่วนรวม เป็นพระศรีอาริย์ ผมไม่อยากจะทำลายความฝันของคนเหล่านั้น แต่ลองเริ่มจากตัวคุณเองก็ได้ ถ้าคุณคิดว่าคุณเป็นคนดีคนหนึ่ง คุณอยากจะไปเล่นการเมืองมั้ย? เคยย้อนกลับมามองมั้ยว่า ทุกวันนี้แรงจูงใจของสังคมกำลังดึงดูดนักการเมืองแบบไหนเข้าไปทำงาน?
เงินเดือนหลักหมื่น หลักแสน พระเจ้า! เอกชนยังทุ่มเงินให้บุคลากรคุณภาพมากกว่า บริษัท ประเทศไทย จำกัด ซะอีก ขึ้นเงินเดือน 10% คนก่นด่าทั้งแผ่นดิน นักการเมืองสิงคโปร์ขึ้นเงินเดือนตัวเอง 60% ไปเมื่อปี 2007 แล้วก็ยังเป็นหนึ่งในรัฐบาลที่โปร่งใสที่สุดในโลก แน่นอนว่าค่าตัวแพงที่สุดในโลกด้วย
ถ้ารมต.มีเงินเดือน 50 ล้านบาท แรงจูงใจในการทำทุจริตทีละ 10 ล้าน 20 ล้าน ก็ย่อมลดลงเป็นสัดส่วนมั้ย?
ไม่มีการวัดผลการทำงานอย่างเป็นรูปธรรม เพราะไม่มีเสรีภาพสื่อถ่วงดุลย์ จึงไม่เกิดการแข่งขันที่ผลงาน ทำดีเสมอตัว ทำชั่วโดนด่า ไม่ทำอะไรยังโดนด่าเลย เด็ก ป.2 (หรือ ม.2 หรือปีสอง) ที่แยกความแตกต่างระหว่าง ส.ส. กับ ส.ว. ไม่ออก มันก็พูดตามคนอื่นแล้วว่านักการเมืองโกงกิน เป็นประโยคเทรนดี้ ดูมีการศึกษา เหยียดหยามการทุจริต ที่สำเร็จรูปดีนัก
สรุปงานนี้มีดีอะไรบ้างเนี่ย? อ้อ มีอำนาจมาก มีบารมี มีคอนเนคชั่น ซึ่งถ้าคุณเป็นคนดี คนเก่ง ที่เพียงแต่อยากเข้าไปบริหารประเทศ มันไม่ใช่แรงจูงใจที่คุณต้องการเลย แต่มันกลับเป็นแรงจูงใจสำหรับคนอีกกลุ่ม ที่ไม่ได้ต้องการเงินเดือน แต่ต้องการอำนาจ บารมี คอนเนคชั่น
เอะ บังเอิญเป็นคนกลุ่มที่กำลังบริหารประเทศคุณอยู่ตอนนี้รึเปล่า?
1 พูดถึงเรื่องขับรถ นักเศรษฐศาสตร์มีมุขไม่ค่อยตลกอยู่ว่า วิธีแก้ปัญหาขับรถซิ่งโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายนั้นง่ายมาก แค่ออกกฎหมายให้รถทุกคันติดหนามแหลมไว้ที่หน้าพวงมาลัยครับ