<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0"><channel><atom:link rel="hub" href="http://tumblr.superfeedr.com/" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"/><description></description><title>Labyrinth</title><generator>Tumblr (3.0; @scomma)</generator><link>http://la.byr.in.th/</link><item><title>So-called inequality</title><description>&lt;p&gt;คนบางคนเกิดมาแล้วก็ตาย ไม่ได้ก่อประโยชน์นอกจากผลาญทรัพยากร&lt;br/&gt;
คนบางคนเกิดมานานเท่ากัน แต่ก็สร้างคุณงามให้กับโลกมากนัก&lt;br/&gt;
คนบางคนมีชีวิตอยู่เพื่อเสพสุขให้หมดวัน&lt;br/&gt;
คนบางคนขวนขวายตลอดเวลา ที่จะทำให้ตนเองดีขึ้น เก่งขึ้น เชี่ยวชาญขึ้น&lt;br/&gt;
ในยุคโบราณ คนเหล่านี้อาจจะเป็นปราชญ์ เป็นนักคณิตศาสตร์ไม่มีชื่อ เป็นพ่อค้าใหญ่ในแว่นแคว้น&lt;br/&gt;
แต่ในยุคโลกาภิวัฒน์ ทั้งการค้าเสรี ความรู้ที่เปิดกว้างและเชื่อมถึงกันมากกว่าเก่า และเทคโนโลยีไร้พรมแดน&lt;br/&gt;
ได้ทำหน้าที่เป็นตัวเร่ง ให้คนเหล่านี้ สามารถสร้างประโยชน์ได้ทวีคูณมหาศาลมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แมคโดนัลด์ไม่ได้เสิร์ฟอาหารจานด่วนและสร้างงานหลายแสนอัตราในประเทศเดียว แต่ทำพร้อมกันทั่วโลก&lt;br/&gt;
ไอโฟนของสตีฟ จ็อบส์ คิดค้นครั้งเดียว แต่สามารถผลิตซ้ำได้หลายสิบล้านเครื่อง&lt;br/&gt;
แฮร์รี่ พอตเตอร์ได้รับการแปลและเผยแพร่เป็นร้อยภาษา ทั้งที่เกิดจากมันสมองผู้แต่งคนเดียว&lt;br/&gt;
ลีกฟุตบอลหนึ่งไม่ได้ให้ความบันเทิงเฉพาะผู้ชมเรือนหมื่นบนอัฒจันทร์ แต่ถ่ายทอดสดไปถึงสายตานับล้านคู่&lt;br/&gt;
ซีรี่ส์เกาหลี ยันภาพยนตร์ฮอลลีวูด เขียนบทและกำกับครั้งเดียว ก็สะกดใจคนได้ทั้งดาวเคราะห์&lt;br/&gt;
ผู้ได้รับประโยชน์ขยายวงกว้าง โดยอาศัยผู้สร้างประโยชน์จำนวนน้อยลง&lt;br/&gt;
ตัวคูณนี้ทำให้โลกร่ำรวยไปด้วยคุณภาพชีวิตที่ผู้คนในประเทศแคบ ๆ ประเทศเดียวไม่เคยประสบมาก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะเดียวกัน เมื่อผู้คนมาเจอกัน ความรู้ก็มีต้นทุนถูกลง&lt;br/&gt;
ผลงานวิจัยจากห้องแล็บ สถาบัน มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ซึ่งเชื่อมถึงกันหมด ถูกเผยแพร่ ต่อยอด และประยุกต์ในวงกว้าง&lt;br/&gt;
สารานุกรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีผู้เขียนเป็นแสนคน (ไม่ต้องพูดถึงว่าฟรี)&lt;br/&gt;
ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส พัฒนาโดยโปรแกรมเมอร์อิสระที่อยู่ห่างกันหลายพันกิโลเมตร ที่ไม่รู้จักกันมาก่อน&lt;br/&gt;
ในมุมหนึ่งก็กลายมาเป็นเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนอาณาจักรยักษ์ใหญ่อย่างเฟซบุ๊ก และกูเกิ้ล&lt;br/&gt;
ในอีกมุมหนึ่งก็เป็นเครื่องต่อเติมศักยภาพของมนุษย์ทุกคนที่มุมานะในการดิ้นรนขวนขวาย ขึ้นอย่างมหาศาล&lt;br/&gt;
ปราชญ์ของหมู่บ้าน กลายเป็นปราชญ์ของแผ่นดิน กลายเป็นปราชญ์ของมนุษยชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มันก็เป็นธรรมชาติ ที่ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน มันจะไม่กว้างขึ้นได้อย่างไร&lt;br/&gt;
ในเมื่อโลกาภิวัฒน์ ช่วยให้คนที่สร้างประโยชน์ ทำประโยชน์ได้มากขึ้น และด้วยต้นทุนที่ถูกลง&lt;br/&gt;
ในขณะที่คนไม่มีประโยชน์ ก็ยังไม่มีประโยชน์อยู่อย่างเดิม!&lt;/p&gt;</description><link>http://la.byr.in.th/post/15524473586</link><guid>http://la.byr.in.th/post/15524473586</guid><pubDate>Fri, 26 Aug 2011 11:00:00 +0700</pubDate><category>purpose</category><category>globalization</category></item><item><title>Benevolent capitalism</title><description>&lt;p&gt;ผมเชื่อว่าเศรษฐศาสตร์ยังเป็นหนึ่งในเครื่องมือแก้ปัญหาสังคมที่ทรงพลังที่สุดของยุคนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพพจน์ของนักเศรษฐศาสตร์มักถูกมองไปทางแง่ลบหน่อย ๆ ว่าเป็นคนงก แต่อันที่จริงไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย มีคนเปรียบเปรยไว้ได้ดีว่าต่อให้คนใจบุญอย่างแม่ชีเทเรซ่าก็ย่อมต้องการใช้เศรษฐศาสตร์เพื่อให้ช่วยคนได้จำนวนมากที่สุด ภายใต้ทรัพยากรที่มีจำกัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เศรษฐศาสตร์ไม่ได้ศึกษาแค่เรื่องเงินครับ เศรษฐศาสตร์พูดถึงแรงจูงใจ ด้วยโมเดลที่ว่ามนุษย์ทุกคนล้วนเป็น &lt;em&gt;homo economicus&lt;/em&gt; คือผู้ตอบสนองต่อแรงจูงใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาเหตุที่ไม่ค่อยมีคนหันไปหาเศรษศาสตร์ในการแก้ปัญหาสังคม ก็เพราะอคติเดียวกับที่ผมพูดถึงข้างบนนั่นแหละ เพราะกระทั่งคำว่า “แรงจูงใจ” ยังฟังดูสกปรก ในสังคมที่เราเฝ้าฝันถึง “คนดี” ผู้ขาวสะอาด เสียสละ อุทิศตน มีน้ำใจ ที่จะมาเป็นอัศวินขี่ม้าขาวช่วยประเทศเราจากความพังพินาศอันเกิดจากสังคมเสื่อมทราม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพ้อเจ้อ!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนก็คือคน เราตอบสนองต่อแรงจูงใจ เช่นรางวัลและการลงโทษ เราเกิดมาเป็นแบบนี้ เราเลี้ยงลูกแบบนี้ และโครงสร้างสังคมปัจจุบันทั้งหมด ตั้งแต่ใบปริญญาจนถึงค่าปรับจราจร ก็ล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานข้อนี้ทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลางศตวรรษที่ 18 ราชอาณาจักรอังกฤษเริ่มส่งออกนักโทษไปยังออสเตรเลีย แต่ปรากฎว่าเมื่อเรือไปถึง นักโทษมักจะตายไปแล้วซะหนึ่งในสาม ที่ยังเหลือรอดก็อิดโรย สอบสวนแล้วพบว่ากัปตันเรือเอกชนล้วนไม่เต็มใจจะแบ่งเสบียงอาหารของลูกเรือให้แก่นักโทษที่บรรทุก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางการอังกฤษพยายามแก้ปัญหาโดยการส่งอาหารไปพร้อมกับนักโทษ แต่กลายเป็นว่ากัปตันก็เอาอาหารไปขายที่ปลายทางซะหมด นักโทษอดตายเหมือนเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้จะส่งหมอ ส่งยาขึ้นเรือไปด้วย หมอก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะอำนาจอธิปไตยบนเรือเป็นของกัปตันโดยเบ็ดเสร็จ อังกฤษก็จนปัญญา จนกระทั่งวันนึงก็มีคนคิดออกว่า เราน่าจะจ่ายค่าจ้างกัปตันเรือ แค่ตามจำนวนนักโทษที่มีชีวิตรอดไปถึงออสเตรเลีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับจากนั้นมา นักโทษกว่า 99% ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกอย่างปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมก็ลองมาคิด ถ้าปัญหานี้เกิดขึ้นในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราจะมีนักวิชาการ เรียงหน้ากันออกมาพูดถึงจิตสำนึกทุกสามชั่วโมง เสนอให้ปฏิรูประบบการศึกษา ให้มีข้อสอบวัดระดับศีลธรรม จริยธรรม ในข้อสอบเอนทรานซ์ ข้อสอบแกะแพะ หรืออะไรที่เดี๋ยวนี้เขาใช้กัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราจะมีประชาชน ออกมาประนามกัปตันเรือที่ฉ้อฉลเสบียงหลวง เดินขบวนบรรยายความเสื่อมศรัทธาในระบอบทุนนิยมและตลาดเสรี พร้อมทั้งเรียกร้องให้ยึดเรือทุกลำเป็นของกองทัพเบ็ดเสร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราจะมีพระ บอกให้เด็กกลับมาเรียนในโรงเรียนวัด จะได้สอนเรื่องศีล 5 ว่าการฆ่าคนเป็นบาปนะจ๊ะ ถึงจะไม่บาปเท่าฆ่าเวลาก็ตาม เราจะมีสื่อ ที่จะสนุกกับการไฮไลต์ข่าว คนดี คนเลว ของสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมไม่เข้าใจว่าทำไมทุกภาคส่วนของสังคมทุกวันนี้หมกมุ่นกับคนดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โลกเราจะมี outliers ในจำนวนเดิมเสมอ เราจะมีแท็กซี่ที่ส่งคืนกระเป๋าใส่เงินแสนของฝรั่ง และเราก็จะมีอาชญากรข่มขืนอยู่คละกันไป แต่คนส่วนมากที่อยู่ตรงกลางก็คือ homo economicus ผู้ตอบสนองต่อแรงจูงใจ เหมือนกัปตันเรืออังกฤษ เหมือนเรา ๆ ท่าน ๆ ที่ยัดแบงค์ร้อยให้ตำรวจ และเส้นลูกเข้าเซนต์โยฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักเศรษฐศาสตร์มองเห็นนานแล้วว่า การสร้างระเบียบสังคม ไม่ใช่การสอนศีลธรรมแล้วหวังว่าทุกคนจะเป็น “คนดี” (ซึ่งคืออะไรก็ไม่รู้) แต่เป็นการสนับสนุนให้แรงจูงใจส่วนบุคคล สอดคล้องไปกับแรงจูงใจของสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อสังคมต้องการให้นักโทษมีชีวิตรอด แต่กัปตันเรือแค่ต้องการมีกำไรสูงสุด ระเบียบสังคมก็ย่อมไม่เกิด จนกว่าเราจะใช้กฎหมาย ปรับทิศทางของแรงจูงใจส่วนบุคคล ให้สอดคล้องกับสิ่งที่สังคมต้องการ โดยการให้รางวัลกัปตันสำหรับนักโทษแต่ละคนที่รอดชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อสังคมต้องการออกใบสั่งผู้ฝ่าฝืนกฎจราจร และเก็บค่าปรับเข้ารัฐ แต่เจ้าพนักงานต้องการหาลำไพ่เสริม ส่วนคนขับก็ต้องการเสียค่าปรับน้อยที่สุด ระเบียบสังคมย่อมไม่มี–ไม่มี–&lt;em&gt;ไม่มี&lt;/em&gt;ทางเกิด จนกว่าเราจะเปลี่ยนทิศทางแรงจูงใจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งทำให้การติดสินบนนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ทำยังไงดี?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราสามารถลดค่าปรับเหลือศูนย์บาทก็ได้ ทำให้ผู้กระทำผิดไม่มีแรงจูงใจให้ต้องยัดเงิน แต่ในขณะเดียวกันเราก็จะทำลายแรงจูงใจที่ทำให้ผู้ขับขี่เคารพกฎจราจร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราสามารถยกเงินค่าปรับให้เจ้าพนักงานหมดเลยก็ได้ ทำให้หัวปิงปองไม่มีแรงจูงใจจะต้องลดค่าปรับ แต่สิ่งนี้จะทำให้เกิดสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า&lt;em&gt;แรงจูงใจวิปลาส&lt;/em&gt; (perverse incentive)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Perverse incentive ต้องอธิบายด้วยตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ ช่วงศตวรรษที่ 19 กาฬโรคระบาดที่ฮานอย เวียดนาม ราชการตั้งค่าหัวสำหรับหนูทุกตัวที่ชาวบ้านจับตายและนำมาขึ้นเงิน ทายซิครับว่าเกิดอะไรขึ้น… จำนวนหนูไม่ลดลง แต่ชาวบ้านหันไปเลี้ยงและเพาะพันธุ์หนูแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อตำรวจได้รับส่วนแบ่งจากค่าปรับเป็นเงินมากเพียงพอ ก็เตรียมตัวโดนโบกทุกหัวมุมถนน วันละสามเวลาหลังอาหารได้เลย&lt;sup&gt;1&lt;/sup&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้างั้นแก้ยังไงดีล่ะปัญหานี้? เศรษฐศาสตร์ก็จะบอกว่า คุณก็กลบแรงจูงใจที่จะรับส่วยของเจ้าพนักงาน ด้วยแรงจูงใจที่จะไม่โดนโทษทางวินัยสิ เครื่องแบบของตำรวจทางหลวงในสหรัฐฯ จะมีวิทยุสื่อสารซึ่งเปิดไมโครโฟนไว้ตลอดเวลา ต่อตรงถึง ส.น. ตลอดเวลา ลองไป “ขอจ่ายตรงนี้ได้มั้ย” ดูนะครับ พี่แกแถมข้อหาติดสินบนให้อีกกระทง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้านั่นยังไม่พอ คุณก็ให้หน่วยสอบสวนกิจการภายใน แต่งนอกเครื่องแบบ ขับรถให้โดนโบก แล้วก็ลองใจ “ยัดเงิน” ตำรวจจราจร ถ้าภายในสัปดาห์แรกที่มาตรการนี้เริ่มบังคับใช้ การรับสินบนของตำรวจไม่ลดลง 99% ก็มาถอดถอนใบอนุญาตเขียนบล็อกของผมไปได้เลยครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เห็นมั้ย ไม่เห็นต้องหมกมุ่นกับการทำให้ทุกคนมีจิตใจดีงามเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาระดับชาติจำนวนมาก เราจะแก้ไขได้ก็ต่อเมื่อเรามองเห็นแรงจูงใจเบื้องหลังปัจเจกบุคคล และวิธีการที่ชาติที่ไม่มีปัญหาเหล่านั้นใช้หล่อหลอมให้มันสอดคล้องกับแรงจูงใจของสังคม ระเบียบสังคมจึงเกิดขึ้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การอ้างว่าคนชาติอื่นประสบความสำเร็จเพราะมีคุณสมบัติบางอย่างเหนือกว่าคนไทย ก็ดูเป็นการปัดปัญหาที่ง่ายเกินมั้ย จริงอยู่ สิงคโปร์บ้านเมืองสะอาดเพราะจิตสำนึกสาธารณะ แต่ก็เพราะค่าปรับมหาโหดและกฎเหล็กริดรอนเสรีภาพ ที่ควบคุมการขายหมากฝรั่งและยาสูบด้วย คนญี่ปุ่นขยันทำงานเพราะเป็นวัฒนธรรม แต่ก็เพราะสังคมให้รางวัลกับการทำงานหนักอย่างสมน้ำสมเนื้อด้วย ไม่มีระบบอุบาทว์ที่กำหนดให้คนแก่สุดครองตำแหน่งใหญ่สุด หรือวัฒนธรรมเส้นข้ามหัวกันอย่างโจงครึ่มทั้งในภาครัฐและเอกชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมขอจบเรื่องนี้ด้วยการวกไปพูดถึงปัญหาระดับชาติอีกหนึ่งข้อ คอรัปชั่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทุกวันนี้เราติดกับของการเรียกร้องให้นักการเมืองเป็นคนดี อุทิศตนเพื่อส่วนรวม เป็นพระศรีอาริย์ ผมไม่อยากจะทำลายความฝันของคนเหล่านั้น แต่ลองเริ่มจากตัวคุณเองก็ได้ ถ้าคุณคิดว่าคุณเป็นคนดีคนหนึ่ง คุณอยากจะไปเล่นการเมืองมั้ย? เคยย้อนกลับมามองมั้ยว่า ทุกวันนี้แรงจูงใจของสังคมกำลังดึงดูดนักการเมืองแบบไหนเข้าไปทำงาน?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เงินเดือนหลักหมื่น หลักแสน พระเจ้า! เอกชนยังทุ่มเงินให้บุคลากรคุณภาพมากกว่า &lt;em&gt;บริษัท ประเทศไทย จำกัด&lt;/em&gt; ซะอีก ขึ้นเงินเดือน 10% คนก่นด่าทั้งแผ่นดิน นักการเมืองสิงคโปร์ขึ้นเงินเดือนตัวเอง 60% ไปเมื่อปี 2007 แล้วก็ยังเป็นหนึ่งในรัฐบาลที่โปร่งใสที่สุดในโลก แน่นอนว่าค่าตัวแพงที่สุดในโลกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้ารมต.มีเงินเดือน 50 ล้านบาท แรงจูงใจในการทำทุจริตทีละ 10 ล้าน 20 ล้าน ก็ย่อมลดลงเป็นสัดส่วนมั้ย?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่มีการวัดผลการทำงานอย่างเป็นรูปธรรม เพราะไม่มีเสรีภาพสื่อถ่วงดุลย์ จึงไม่เกิดการแข่งขันที่ผลงาน ทำดีเสมอตัว ทำชั่วโดนด่า ไม่ทำอะไรยังโดนด่าเลย เด็ก ป.2 (หรือ ม.2 หรือปีสอง) ที่แยกความแตกต่างระหว่าง ส.ส. กับ ส.ว. ไม่ออก มันก็พูดตามคนอื่นแล้วว่านักการเมืองโกงกิน เป็นประโยคเทรนดี้ ดูมีการศึกษา เหยียดหยามการทุจริต ที่สำเร็จรูปดีนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรุปงานนี้มีดีอะไรบ้างเนี่ย? อ้อ มีอำนาจมาก มีบารมี มีคอนเนคชั่น ซึ่งถ้าคุณเป็นคนดี คนเก่ง ที่เพียงแต่อยากเข้าไปบริหารประเทศ มันไม่ใช่แรงจูงใจที่คุณต้องการเลย แต่มันกลับเป็นแรงจูงใจสำหรับคนอีกกลุ่ม ที่ไม่ได้ต้องการเงินเดือน แต่ต้องการอำนาจ บารมี คอนเนคชั่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอะ &lt;em&gt;บังเอิญ&lt;/em&gt;เป็นคนกลุ่มที่กำลังบริหารประเทศคุณอยู่ตอนนี้รึเปล่า?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;small&gt;&lt;sup&gt;1&lt;/sup&gt; พูดถึงเรื่องขับรถ นักเศรษฐศาสตร์มีมุขไม่ค่อยตลกอยู่ว่า วิธีแก้ปัญหาขับรถซิ่งโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายนั้นง่ายมาก แค่ออกกฎหมายให้รถทุกคันติดหนามแหลมไว้ที่หน้าพวงมาลัยครับ&lt;/small&gt;&lt;/p&gt;</description><link>http://la.byr.in.th/post/15524430960</link><guid>http://la.byr.in.th/post/15524430960</guid><pubDate>Mon, 15 Nov 2010 12:00:00 +0700</pubDate><category>behavioral science</category><category>economics</category><category>thailand</category></item><item><title>The land of compromise</title><description>&lt;p&gt;มีแต่บล็อกเกอร์ที่ไร้จิตสำนึกและความรับผิดชอบที่สุดเท่านั้นที่จะเปิดประเด็นอันชวนบาดหมางทั้งสาม คือการเมือง ศาสนา และการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงเป็นธรรมดาที่วันนี้ผมวกเข้าสู่เรื่องต้องห้ามหมายเลขสองด้วยความจำใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(1)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Absolutism คือแนวคิดที่ว่าโลกนี้มีความจริง ความเท็จ มีถูก มีผิด ที่แน่นอนตายตัว ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตีความของแต่ละคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณและผมต่างถือกำเนิดจากองค์ประกอบเคมีเดียวกันนะครับ เรามียีนเหมือนกัน 99.97% และบังเอิญอาศััยอยู่บนดาวเคราะห์อ้างว้างในจักรวาลเดียวกันซะด้วย ดังนั้นการที่บอกว่ากฎสากลบางอย่างจะ apply กับคนบางส่วนที่ศรัทธาอย่างหนึ่ง ในขณะที่ละเว้นคนที่เหลือที่ไม่ได้เชื่อในอย่างเดียวกัน มันก็เหมือนกับบอกว่าผมไม่เชื่อในแรงโน้มถ่วง ผมเลยไม่ตกสู่พื้นโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมยังรู้อะไรน้อยนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อนผมคนหนึ่งเคยพูดทีเล่นทีจริงว่าเธอกับเพื่อนจะไม่ได้ไปเจอกันในโลกหน้า เนื่องจากนับถือคนละศาสนา เธอก็จะไปอยู่สวรรค์พุทธ (ที่ซึ่งผมอนุมานว่ามีเทวดาหนุ่มเล่นพิณขับกล่อม) ส่วนเขาไปอยู่สวรรค์คริสต์ (ที่มีเซนต์ปีเตอร์และชีวิตนิรันดร์) ผมก็แกล้งหยอกโดยไม่คิดอะไรว่า สรุปสวรรค์จะเป็นแบบพุทธหรือคริสต์กันแน่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;“อ้าว ก็คนที่นับถือพุทธก็ไปสวรรค์พุทธ ส่วนคนที่นับถือคริสต์ก็ไปอยู่สวรรค์คริสต์” เพื่อนผมตอบน้ำเสียงจริงจัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;“เฮ้ย มันจะไปมีทั้งคู่ได้ไงวะ” ผมย้อนถามอย่างงุนงง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในโลกที่มีเสรีภาพทางความเชื่อ การอยู่ร่วมกับความคิดเห็นที่แตกต่างเป็นทักษะที่สำคัญ…ที่หลาย ๆ คนพยายามมากเกินไป จนลืมว่าสุดท้ายแล้ว ความเชื่อต่าง ๆ มักเป็น mutually exclusive สุดท้ายแล้วก็จะมีคนถูกได้คนเดียว ไม่ “พระเจ้า” ของผมก็ต้อง “พระเจ้า” ของคุณ ที่เป็นแค่เรื่องโกหกที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก และบรรดาสรวงสวรรค์ นิพพาน โมเสส อัลเลาะห์ อับราฮัม วูดู ก็มีอันใดอันหนึ่งเท่านั้น ที่สามารถเป็นได้มากกว่าเศษเสี้ยวของจินตนาการเพ้อฝัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การได้อ่านหนังสือ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนมากมาย ทำให้ผมเริ่มมีคำตอบให้แก่คำถามจำนวนมาก ที่ผมเก็บเกี่ยวมาได้จากการเติบโตขึ้นมาในสังคมประนีประนอม ธรรมชาติของความรอมชอมแบบ “ขอไปที” เป็นเหตุหนึ่งที่มีน้อยคนออกมาต้ังคำถามว่า ทำไมรามายณะกับไตรภูมิพระร่วงใช้ตัวแสดงชุดเดียวกัน ทำไมคนที่บัตรประชาชนบอกว่านับถือศาสนาพุทธ จึงชาบูพระพรหมตามสี่แยก ทำไมคนที่กราบไหว้เทพเจ้าช้าง (พิฆเนศ) จึงห้อยพระเครื่อง ตลอดจนทำไมวันคริสต์มาสถึงบังเอิญเป็นวันเกิดเทพอาทิตย์ของเพเกิน (ซึ่งต้องขอบคุณแดน บราวน์ ที่เผยแพร่ข้อเท็จจริงนี้สู่ pop society)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลับมาที่เพื่อนผม เจ้าของไอเดีย คนที่ศรัทธาอะไรก็จะได้รับผลตามนั้น ผมตั้งใจไว้ว่าซักวันนึง จะก่อตั้งศาสนาที่ทุกคนขึ้นสวรรค์หมด แล้วชวนเธอมาเป็นอัครสาวกเบอร์หนึ่ง แต่อันนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราจะพูดถึงกันในวันหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(2)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Relativism คือแนวคิดที่ว่า ความดี ความชั่ว ความจริง ความงาม ล้วนไม่มีอยู่จริง หากแต่ขึ้นอยู่กับผู้สังเกตการณ์ และแปรผันไปตามการสังเกตการณ์ของแต่ละคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามหลาย ๆ ข้อไม่มีคำตอบตายตัวครับ ถึงแม้แต่ละคนจะมีตัวเลือกของตัวเองอยู่ในใจ แต่ถ้าถามว่าการเมืองขั้วอนุรักษ์นิยมหรือเสรีนิยมดีกว่า เราคงหาความลงรอยในคำตอบได้ยาก ทั้งนี้เพราะความแตกต่างที่เราใช้นิยามคำว่า “ดีกว่า” จากการที่ระบบคุณค่าของแต่ละคนไม่เท่ากัน แล้วแต่ว่าคุณจะให้น้ำหนักความสำคัญกับสิทธิในการแสดงออก โอกาส ความเสมอภาค ความมั่นคง ความสวยงาม ความเจริญ สิ่งแวดล้อม และประเด็นหมูเห็ดเป็ดไก่อีกทั้งหลายอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Relativism จึงมีประโยชน์มากเวลาที่เราพยายามจะถก และเข้าใจ “ความคิดเห็น” ซึ่งมักจะแปรผันตามระบบคุณค่าของแต่ละปัจเจกบุคคน แต่ประโยชน์ของมันก็สุดอยู่ประมาณนี้เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา เทรนด์ new age เริ่มจับกระแสผู้ “อยากคิดต่าง” ทั้งหลายในโลกตะวันตก ให้มาสนใจในคริสตัลพลังงาน น้ำมนต์รักษาโรค แพทย์ทางเลือก พลังจิต การนั่งสมาธิ ฯลฯ (ซึ่งแน่นอน บ้านเราก็เอามาฮือฮากันต่อว่า “ตะวันตกหันมายอมรับศาสตร์ตะวันออก”) ซึ่งเป็นเหตุหนึ่งที่แนวคิด “สัมพัทธ์นิยม” (relativism) เฟื่องฟูขึ้นอย่างมหาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระแส relativism นี้ทำให้ความ “ถูก” และ “ผิด” กลายเป็นเรื่องส่วนตัวไป กลายเป็นแค่ “อาจจะถูกของเธอ แต่ผิดของฉัน” ทุกวันนี้เราจึงละอายที่จะชี้ชัดลงไปว่าอะไร “ถูก” อะไร “ผิด” เรากลายเป็นสังคมอะลุ่มอล่วยเชิงความคิด ที่คนสักการะมั่วไปหมด เพราะเชื่อว่าเทพเจ้าสักองค์จากสามร้อยเจ็ดสิบสององค์บนหิ้งพระจะบันดาลโชคลาภมาให้ แถม “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่!” และเราก็กลายเป็นสังคมอะลุ่มอล่วยทางคำพูด ที่เราไม่กล้าบอกว่าใคร “งมงาย” “เพ้อเจ้อนะ” หรือ “เข้าขั้นบ้าแล้ว”—คำตัดสินเหล่านี้ช่างล้าหลังและยึดติดเสียกระไร!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นในสังคมยุคโพสต์โมเดิร์น เราจึงให้กำเนิดวัฒนธรรมการมองข้อเท็จจริงทุกอย่างเป็นเรื่องสัมพัทธ์ไปซะหมด ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ การพิสูจน์ และการทดลอง ก็กลายเป็นแค่ “อีกมุมมองหนึ่งที่บางคนเชื่อ” เหมือนกับลัทธิอะไรสักอย่าง ไม่เพียงแค่นั้น แต่วิทยาศาสตร์ก็ไม่ได้ถูกเสมอไป มีอีกมากที่วิทยาศาสตร์ยังไม่ได้ค้นพบ และจะไม่มีวันเข้าใจ และจะไม่มีวันอธิบายได้ อีกทั้งความเชื่อทางวิทยาศาสตร์ก็ถูกลบล้างด้วยความเชื่อที่ใหม่กว่าอยู่บ่อย ๆ เพราะฉะนั้นจึงไม่ผิดอะไรที่จะเชื่อถืออะไรอย่างอื่นที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(3)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บางทีผมต้องเปิดใจซักนิด มีคนบอกผม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเชื่อว่าผู้ไร้ศาสนาทั้งหลายล้วนเป็นบรรดาคนที่ใจกว้างที่สุดในโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าจะให้ผมเชื่อเรื่องพลังจิต บาปบุญคุณโทษ ผีสางนางไม้ อย่ามัวเล่านิทานปรัมปรา อย่าอ้างเหตุการณ์เล่าต่อกันมาที่เกิดขึ้นหนึ่งในล้าน อย่าอ้างปริมาณเพราะคนจำนวนมากคิดไม่ได้ทำให้อะไรถูก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แค่เอาผีตัวเป็น ๆ มาพูดคุยกับผม เอาการทดลอง เอาข้อพิสูจน์ เอาอะไรที่ยืนยันได้ ทำซ้ำได้ วัดผลได้ มาแสดง ผมอยากจะเชื่ออยู่แล้ว ผมไม่มีพระเจ้า ไม่มีเหตุผลที่จะต่อต้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ในทางกลับกัน ถ้าให้ผมพิสูจน์ให้คุณเห็นว่าอะไรที่คุณศรัทธามันเป็นแค่เรื่องงมงาย ผมคงต้องใช้เวลาทั้งชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะศาสนาโน้มน้าวให้คนเชื่อโดยการหยิบ “อะไรก็ได้” ที่สนับสนุนคำสั่งสอนมาเป็น “ข้อพิสูจน์” อะไรต่าง ๆ ว่ามีจริง แต่เราก็รู้กันว่าคนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจสถิติและความน่าจะเป็น และมีอคติยืนยันสิ่งที่ตนเชื่อ (confirmation bias)—ในขณะเดียวกัน กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เริ่มโดยการตั้งสมมติฐาน และพยายามทุกวิถีทางที่จะล้มล้างสมมติฐานนั้น! นี่แหละครับคือทัศนคติที่แตกต่างกันมหาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักวิทยาศาสตร์จะเริ่มต้นจากสมมติฐานว่า “เพราะ x จึง y” แล้วแทนที่จะหาตัวอย่างเหตุการณ์ที่มี x แล้วมี y ซึ่งอาจเกิดจากความบังเอิญหรือสาเหตุใดก็ได้ เขากลับพยายามที่จะสร้างกรณีที่มี x &lt;em&gt;แล้วไม่มี y&lt;/em&gt; เกิดขึ้น โดยใช้กระบวนการทดสอบที่แน่นอน วิธีการที่เป็นมาตรฐาน พิสูจน์ได้ ชั่งตวงวัดได้ พยายามจะพิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าทฤษฎีของตัวเองผิด หากทำไม่สำเร็จ จึงตีแผ่ผลการค้นคว้าในวารสาร ซึ่งเพื่อนนักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลกก็จะพยายามรุมยำทฤษฎีของเขา ทำการทดลองซ้ำ เพื่อตัดโอกาสที่จะเกิดขึ้นจากความผิดพลาดหรือความบังเอิญขึ้นได้ เพื่อหาข้อหักล้างว่าทฤษฎีนั้นมีช่องโหว่ใด ๆ เมื่อเวลาผ่านไป หากยังไม่มีใครทำสำเร็จ ทฤษฎีนั้นจึงจะเริ่มได้รับการยอมรับในระดับสากลขึ้นมา และถูกนำไปประยุกต์เป็นความก้าวหน้าใหม่ ๆ “ทางวัตถุ” ที่ไปต่อชีวิตผู้คน ที่ให้ความสะดวกสบาย ที่ทำให้มนุษย์มีอารยธรรมขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่คำสอนของศาสนาต่าง ๆ ล้วนปฏิเสธการพิสูจน์ โดยอ้างว่า “เป็นเรื่องของจิตที่ไม่อาจวัดได้” “จะเห็นได้ต่อเมื่อมีศรัทธา” หรือ “ผู้ปฏิบัติพึงรู้ได้ด้วยตนเอง”—แต่วิทยาศาสตร์กลับทำทุกทาง ที่จะเอาทฤษฎีนั้นออกมาจากหัวของนักวิทยาศาสตร์ เพราะวิทยาศาสตร์สอนเราว่าประสาทสัมผัสทั้งห้านั้นเชื่อถือไม่ได้ เราต้องเอาบทพิสูจน์นั้นออกมาวางบนโต๊ะ หรืออยู่ในหลอดทดลอง หรืออยู่ในข้อมูลคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถตรวจสอบ ทำซ้ำได้ แล้วพิสูจน์ว่าอะไรคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงบน “โลกใบนี้” ไม่ว่าผู้ที่สังเกตการณ์จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม ดังนั้นรถยนต์ก็จะยังพาเราวิ่งไปไหนมาไหนโดยไม่สนใจว่าเราจะศรัทธามันมั้ย และไมโครเวฟก็ยังอุ่นไก่ได้ถึงแม้เราจะไม่ซาบซึ้งในรสพระธรรมของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามากนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่ศาสนาเริ่มต้นมาจาก “ความสมบูรณ์แบบ” ความเป็นอาตมัน เป็นแอลฟาและโอเมกา เป็นอกาลิโก—แต่วิทยาศาสตร์เป็นระบบสะสมภูมิปัญญา ซึ่งคัดเฉพาะความรู้ที่ถูกพิสูจน์แล้วไว้ และกรองความเข้าใจที่ผิดพลาดออกไป ดังนั้นองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์จึงเป็นอะไรที่ “ทันสมัย” เสมอ และสะท้อนถึงความเข้าใจที่ดีที่สุดของมนุษยชาติ เพราะเมื่อมีอะไรที่อธิบายธรรมชาติได้ดีกว่าวิทยาศาสตร์ มันก็กลายเป็นวิทยาศาสตร์ไป เมื่อ “การแพทย์ทางเลือก” รักษาผู้ป่วยได้ดีกว่าการแพทย์แผนปัจจุบัน มันก็กลายเป็น “แผนปัจจุบัน” ไปนะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่ศาสนาเน้นศรัทธาเหนือเหตุผล เช่นบอกว่า “อายุคาร์บอนบ่งบอกไว้เท่านั้นก็เพราะพระเจ้าสร้างเอาไว้พิสูจน์ศรัทธา” หรือ “เรื่องที่เป็นอจินไตย ถ้าใครขืนคิดจะพึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า”—วิทยาศาสตร์กลับรับคำท้านั้น และเราก็ได้ไอ้บ้าที่คิดค้นเครื่องทุ่นแรง เครื่องมือสื่อสาร ยานอวกาศ แหล่งพลังงาน ออกมามากมาย เพราะไม่ยอมปิดกั้นความสงสัยใคร่รู้ของตนด้วยคำเตือนว่า “พึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า ได้รับความลำบากโดยเปล่าประโยชน์”&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงแม้วิทยาศาสตร์จะไม่สามารถตอบทุกคำถามของจักรวาลได้ในขณะนี้ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้นิทานปรัมปรา หรือกฎแห่งอะไรต่อมิอะไรที่เนรมิตขึ้นมาจากอากาศธาตุ กลายเป็น “คำตอบ” ที่ถูกต้องได้โดยอัตโนมัติ วิทยาศาสตร์จะมีคำตอบใหม่ ๆ ที่จะมาล้างอวิชชาที่หมักหมมมาหลายพันปี และมีคำถามใหม่ ๆ ให้มันสมองรุ่นต่อไปของโลกได้ขบคิดกันอยู่เสมอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และดังที่ครั้งหนึ่งดาราศาสตร์ได้แทนที่โหราศาสตร์ และวิชาเคมีได้แทนที่การเล่นแร่แปรธาตุ สักวันหนึ่งวิทยาศาสตร์ก็ย่อมทำให้ศาสนากลายเป็นแค่ตลกร้ายไร้แก่นสารที่ทำให้ผู้คนเข่นฆ่ากันมามากมายในอดีตกาล&lt;/p&gt;</description><link>http://la.byr.in.th/post/15524203130</link><guid>http://la.byr.in.th/post/15524203130</guid><pubDate>Sat, 10 Oct 2009 11:00:00 +0700</pubDate><category>philosophy</category><category>atheism</category></item><item><title>Hypocrites</title><description>&lt;ul&gt;&lt;li&gt;คุณสะพายย่าม say no to plastic bags แต่อีกมือก็หิ้วถุงจากห้างเป็นกอบเป็นกำ&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;คุณบอกว่าคุณมีศีล 227 ข้อ แต่คุณก็ยังละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ซื้อแผ่นก๊อบปี้ โหลดเอ็มพีสาม&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;คุณต่อต้านการเปิดบ่อนเพราะเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ แต่ไม่มีปัญหากับการที่สุราเมรัย(ซึ่งผิดศีล 5)หาซื้อได้ทุกหัวมุมตึก&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;คุณต่อต้านหวยออนไลน์ เพราะคุณกลัวชาวบ้านจะหลงผิด แต่คุณก็ไม่ปฏิเสธเงินอุดหนุนต่าง ๆ จากสลากกินแบ่งรัฐบาล&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;คุณบอกว่าศีลธรรมเยาวชนกำลังเสื่อมทราม แต่ก็ชื่นชมหน้าหนึ่งไทยรัฐฉบับวันอาทิตย์&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;คุณรังเกียจการประจบ สอพลอ และความไม่ยุติธรรมในที่ทำงาน แต่ไม่รังเกียจถ้าจะมีใคร “ฝาก” คุณเข้าองค์กรใหญ่&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;คุณสอนลูกให้เป็นคนดีของสังคม ซื่อสัตย์ รักความถูกต้อง แล้วคุณก็จ่ายสินบนส่งลูกเรียน (แล้วก็เรียกมันว่า “แป๊ะเจี๊ยะ” หรือ “ค่าบำรุงการศึกษา” ด้วยความละอายที่ยังหลงเหลืออยู่)&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;คุณบอกว่าคุณเกลียดการทุจริต คอรัปชั่น ของ “นักการเมืองเลว ๆ” ที่ “ทำให้ประเทศชาติไม่เจริญ” แต่คุณก็ยัดแบงค์ร้อยเวลาโดนโบกทุกทีเหมือนกัน&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;คุณมีข้อแก้ตัวแปดหมื่นสี่พันสำหรับความเสแสร้ง พฤติกรรมมือถือสากปากถือศีล เช่น “เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม” หรือ “ใคร ๆ ก็ทำกัน ทำไงได้”&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่นี่แหละ คือบันทึกเล็ก ๆ ของภาพของสังคมที่เราอยู่ ในช่วงเวลาที่เราอยู่
ในยุคที่คำว่า “คนดี” ถูกโปรยหว่านอย่างพร่ำเพรื่อยิ่งกว่าใบปลิวเงินกู้นอกระบบ จนหมดสิ้นมูลค่าใด ๆ
ในยุคที่กระแส ชาตินิยม ซาบซึ้งนิยม อันเพ้อเจ้อและกลวงโบ๋ กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนพูดกรอกหูกันอย่างไร้สติจนหาแก่นสารไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เซอร์ ฟรานซิส บาคอน เคยกล่าวไว้ว่า สิ่งที่แย่กว่าคนเลว คือคนเลวที่พยายามแสดงตัวว่าเป็นนักบุญ&lt;/p&gt;</description><link>http://la.byr.in.th/post/15524141313</link><guid>http://la.byr.in.th/post/15524141313</guid><pubDate>Sun, 12 Jul 2009 11:00:00 +0700</pubDate><category>hypocrites</category><category>thailand</category></item><item><title>You really don't want to "become" a programmer</title><description>&lt;p&gt;คุณไม่อยากเป็นโปรแกรมเมอร์หรอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมจะอธิบายยังไงดีนะว่าการเขียนโปรแกรมเป็นการสนองความหลงไหล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณมองเห็นอักษรมากมายวิ่งบนจอ กับเงินเดือนก้อนโต
ผมเห็นโจทย์ลับสมองที่รอให้ขบคิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณเห็นงานค้างที่ยังไม่เสร็จ
ผมเห็นภูเขาที่ยังรอให้เคลื่อน บ่อน้ำยังรอให้ขุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณคิดว่า “ฉันก็แค่นั่งโต๊ะ จิ้มคอมพิวเตอร์ไปวัน ๆ”
ผมลืมไปแล้วว่ามีโต๊ะ หรือว่าวันนั้นเป็นวันอะไร
ลืมกระทั่งว่าเก้าอี้ผมน่ะพังมาตั้งแต่ผมเริ่มงานที่นี่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณอาจจะพยายามสางงานที่มีคนนำมากองไว้
ในขณะที่ผมปั้นแต่งประติมากรรมในรหัสฐานสอง
บางครั้งเรียบง่ายแต่ทรงพลัง
บางครั้งก็ยิ่งใหญ่และหรูหรา
แต่ทุกครั้งแฝงไปด้วยความมุมานะ และขวนขวายที่จะทำให้ดียิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณไม่อยากหัดเป็นโปรแกรมเมอร์หรอก
คุณเป็นอยู่แล้ว หรือไม่งั้นก็ไม่ได้เป็นไปเลย
เพราะไม่มีโรงเรียนไหน จะสอนให้คุณรักมันได้
อย่างมากก็แค่ให้ทักษะที่จำเป็น
แล้วการรู้วิธีแกะสลัก จะมีความหมายอะไรกันล่ะ
ถ้าคุณมองไม่เห็นความอัศจรรย์ในรูปปั้นดาวิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณอาจจะใช้เวลาแต่ละวันนั่งสกัดก้อนหิน
ผมใช้เวลาแต่ละวัน รังสรรค์ความงดงาม
คุณจะเลิกงานกลับบ้านโดยที่รู้สึกเหนื่อยล้าและว่างเปล่า
ผมจะกลับบ้านด้วยใจพองโต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเราแล้ว มันเป็นยาเสพติด ที่ทำให้อะดรีนาลีนพลุ่งพล่าน
ทำได้แล้ว! แก้ได้แล้ว!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณ… ก็แค่เริ่มจับงานชิ้นต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณไม่อยากมาเป็นโปรแกรมเมอร์หรอก
เพราะเราไม่ได้ถูกสร้าง แต่เราเกิดมาเพื่อสิ่งนี้
มันคือความหลงใหล คืองานฝีมือ คือศิลปะ
เราหมกมุ่นอยู่กับโจทย์ปัญหา
ทั้งรัก ทั้งชัง บรรดาบั๊กอันชวนเวียนหัวทั้งหลายแหล่
ที่ผลัดกันเสนอตัวขึ้นมาไม่เว้น
“ทำไมเป็นซะอย่างนั้นล่ะ?! ไม่สมเหตุสมผลเลย!”
เรามักแสร้งร้องด้วยความขุ่นเคือง แต่ในใจนั้นลิงโลด
เพราะการล่าได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณ… “มีปัญหาบางอย่างในแอพพลิเคชั่นอีกแล้ว
และก็ เอ้อ รีบแก้ให้ทันเอาไปเดโมในอีก 20 นาทีนะ”&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;em&gt;—ถอดความจาก &lt;a href="http://weblog.masukomi.org/2007/03/12/you-really-dont-want-to-become-a-programmer"&gt;You really don’t want to “become” a programmer&lt;/a&gt; โดย &lt;a href="http://masukomi.org/"&gt;Kay Rhodes&lt;/a&gt;&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;</description><link>http://la.byr.in.th/post/15524051201</link><guid>http://la.byr.in.th/post/15524051201</guid><pubDate>Tue, 05 May 2009 11:00:00 +0700</pubDate></item><item><title>Counter-greeting</title><description>&lt;p&gt;มีงานอดิเรกอย่างหนึ่งคือ เวลามีพนักงานในร้านสะดวกซื้อตะโกนทัก ผมจะตะโกนตอบกลับไปด้วยความกระตือรือร้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;“แฟมิลี่มาร์ตสวัสดีค่ะ”&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;“ลูกค้าสวัสดีครับ วันนี้ผมจะรับอะไรได้บ้างครับ”&lt;/p&gt;</description><link>http://la.byr.in.th/post/15523837217</link><guid>http://la.byr.in.th/post/15523837217</guid><pubDate>Sun, 26 Apr 2009 11:00:00 +0700</pubDate><category>hobby</category><category>one-shot</category></item><item><title>Putting “fun” back in snacks</title><description>&lt;p&gt;Snack คือ food + fun&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นิยามคำว่า fun ในยุค snack 1.0 มีตั้งแต่ลูกอมที่เปรี้ยวขึ้นสมองจนน้ำตาไหล ยันขนมตีนตบชุบน้ำตาลระเบิดในปาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พักหลัง ๆ มานี่ เราจะสังเกตเห็น trend ตัวนึงที่เกาะกระแสโลกาภิวัตน์ ระบาดไปทั่วโลก นั่นคือ socialization หรือการที่ทุกอย่างถูกทำให้เป็นของ “social” ตั้งแต่ web apps ไปจนถึง sms ตามหน้าจอโทรทัศน์ และแน่นอน—ไม่พ้นอุตสาหกรรมคอนเฟคชันนารี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขนมในยุค snack 2.0 ที่เน้นความสนุกเฮฮากับเพื่อนฝูงเป็นจุดขายหลัก ประกอบไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;ul&gt;&lt;li&gt;Testo Color Max: มันฝรั่งทอดกรอบที่กินแล้วลิ้นเปลี่ยนเป็นสีคราม สีม่วงลายจุด หรือ Hooloovoo&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;Twisty Bomb: มีโอกาส 20% ที่จะหยิบเจอชิ้นที่เป็น bomb (รสชาติเหมือนกัดวาซาบิคลุกพริกเผา)&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;Lay’s Double Shock: ใส่รส โคตรเปรี้ยว กับ โคตรเผ็ด ไว้ในถุงเดียวกัน&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;ตอนนี้ผมมี plan จะไปขายไอเดียให้ทวิสตี้ ออกรส “bombsweeper” มาใหม่ โดยที่แต่ละชิ้นจะมีตัวเลขติดอยู่ ว่าชิ้นรอบ ๆ มัน มี bomb อยู่กี่ชิ้น เพื่อที่ว่าคนหยิบจะได้เลี่ยงชิ้นอกุศลได้ถนัดหน่อย เพราะโดยส่วนตัวผมว่าชิ้นที่เป็นรส barbeque มันก็อร่อยดี แต่ไอ้ชิ้นระเบิดนี่ใครส่งมาให้ถือว่าตัดเพื่อนกันเลยทีเดียว&lt;/p&gt;</description><link>http://la.byr.in.th/post/15523770862</link><guid>http://la.byr.in.th/post/15523770862</guid><pubDate>Sat, 28 Mar 2009 11:00:00 +0700</pubDate><category>social</category><category>snacks</category></item><item><title>On intelligence</title><description>&lt;p&gt;&lt;น่าอัศจรรย์อยู่นะว่ามนุษย์มีสติปัญญาพอจะคิดค้นการเดินทางข้ามดวงดาวได้ยังไง&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;ไม่ขนาดนั้น ผมเคยใคร่ครวญดูบ้างแล้ว ไอ้เรื่องการเดินทางระหว่างดวงดาว พวกมนุษย์ก็เรียนรู้มาจากคุณ เอนเดอร์ก็บอกว่าไม่เคยมีใครจับหลักมันได้ จนกระทั่งฝูงยานโคโลนีของคุณแล่นเข้าไปในระบบสุริยะของพวกเขา&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;เราน่าจะเก็บตัวอยู่เงียบๆ ในบ้าน เพราะกลัวว่าจะไปสอนทากสี่ขาซักเผ่าพันธุ์ให้บินได้เข้าโดยบังเอิญงั้นสิ?&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;เปล่า แต่ผมเห็นคุณพูดเหมือนกับว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์มีสติปัญญาอย่างนั้นแหละ&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;ตรงเผง&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;ไม่เชิงไง ผมคิดว่าพวกเขามีวิธีรวบรวมสติปัญญามากกว่า&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;พวกมนุษย์มียานอวกาศ เรายังไม่เห็นพวกนายตนไหนบินแข่งกับความเร็วแสงนะ&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;ในแง่ของเผ่าพันธุ์แล้วเรายังเยาว์อยู่นัก แต่ดูสิ่งที่วิวัฒนาการมอบให้พวกเราหรือพวกคุณสิ ในสปีชี่ส์หนึ่งมีชีวิตสี่ประเภท เริ่มจากพวกหนอนตัวอ่อน แล้วก็ตัวผสมพันธุ์ ซึ่งไม่มีสติปัญญาใดๆ ของคุณคือพวกตัวผู้ ส่วนของเราเป็นพวกตัวแม่ แล้วก็มีพวกปัจเจกที่มีความเฉลียวฉลาดพอทำงานทั่วๆ ไปได้ อย่างเช่นพวกพี่น้องของเรา หรือพวกคนงานของคุณ สุดท้ายก็คือพวกที่มีเวลานั่งครุ่นคิดทั้งวัน ต้นบรรพบุรุษอย่างผม หรือราชินีอย่างคุณ ซึ่งเป็นศูนย์รวมภูมิปัญญาของทั้งเผ่าพันธุ์ การคิดวิเคราะห์คืองานหลักของเรา&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;ในขณะที่พวกมนุษย์ทั้งหมดเป็นเหมือนแค่พวกใช้แรงงาน สินะ?&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;ไม่ใช่แค่นั้น พวกตัวอ่อนมนุษย์ก็ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้พอกับเรา ซึ่งไม่รู้ว่าจะกินเวลาเท่าไหร่ในช่วงชีวิต ที่ร้ายสุดคือพอถึงเวลาขยายพันธุ์ ทุกตัวก็กลายเป็นเครื่องจักรที่มีหน้าที่เดียวในชีวิตเหมือนกันหมด คือผสมพันธุ์แล้วตายไป&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;พวกมนุษย์เห็นว่าทุกช่วงอายุมีเหตุมีผลของมันนะ&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;หลอกตัวเองสิไม่ว่า ต่อให้อยู่ในช่วงที่โตเต็มวัยที่สุด แต่ละคนก็ไม่เคยมีพัฒนาการเหนือกว่าชนชั้นแรงงานทั่วไปมากมายเลย จะมีซักกี่คนกันที่ว่างเว้นจากการใช้ชีวิต และมีเวลามานั่งทำตัวเฉลียวฉลาด&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;ไม่มีเลย&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;พวกเขาไม่เคยรู้อะไรจริงๆ จังๆ ด้วยซ้ำ ชีวิตน้อยๆ มีเวลาอยู่บนโลกไม่เพียงพอที่จะทำความเข้าใจอะไรอย่างถ่องแท้ซักอย่างเดียว แล้วก็ยังคิดไปเองว่าพวกเขาเข้าใจ! ตั้งแต่เด็กเลย พวกนั้นหลอกตัวเองว่ารู้จักโลกดีแล้ว ทั้งๆ ที่ทั้งหมดที่มีก็แค่ข้อสันนิษฐานกับสมมติฐานขั้นต้น พอโตไปพวกเขาก็เริ่มเรียนรู้ศัพท์ต่างๆ สำหรับสื่อและอธิบายความรู้กำปั้นทุบดินเหล่านั้น และเที่ยวบังคับคนอื่นให้เชื่อว่ามันเป็นข้อเท็จจริง แต่มันก็เท่านั้นแหละ โดยปัจเจกบุคคลแล้ว มนุษย์น่ะซื่อบื้อสิ้นดี&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;ในขณะที่โดยหมู่คณะแล้ว…&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;โดยหมู่คณะ มันก็ยังเป็นหมู่คณะของคนโง่ แต่ทั้งร้อยของการวุ่นพยายามทำตัวฉลาด ประกาศทฤษฎีคลุมเครือบ้าบอที่ไม่มีใครเข้าใจออกมาเยอะแยะน่ะ จะมีซักคนสองคนที่บังเอิญคิดค้นอะไรที่เข้าใกล้แก่นแท้ของความจริงมากขึ้นอีกซักกระเบียดหนึ่ง แล้วในการลองผิดลองถูกมั่วๆ ทั้งหลายแหล่ ก็มีโอกาสซักครึ่งต่อครึ่งที่ทฤษฎีใหม่ๆ จะถูกพิสูจน์ และฝูงชนก็จะยอมรับมัน ทั้งๆ ที่ไม่เข้าใจมันอยู่ดี แล้วมันก็จะกลายเป็นสมมติฐานอันใหม่ที่ถูกหลับหูหลับตาสอนจนกระทั่งไอ้บ้าคนต่อไปก้าวขึ้นมาปรับปรุงทฤษฎีนั้นได้โดยบังเอิญ&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;ที่นายกำลังจะบอกคือ โดยปัจเจกแล้วไม่มีใครฉลาดเลย และโดยหมู่คณะแล้วมนุษย์ก็ยิ่งโง่กว่าเดิมด้วยซ้ำ และกระนั้นโดยการให้คนโง่จำนวนมากมาอยู่รวมกัน วุ่นกับการแสร้งทำเป็นฉลาด พวกเขาก็ยังได้ผลลัพท์เดียวกันกับที่สปีชี่ส์ที่มีความเฉลียวฉลาดจะคิดได้&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;ตรงเผง&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;ถ้าพวกเขาโง่นักแล้วเราฉลาดนัก ทำไมทั้งเผ่าพันธุ์ของเราถึงเหลือรอดอยู่แค่รังเดียว ซึ่งมีมนุษย์เป็นคนขนมาให้ แล้วทำไมพวกนายยังต้องพึ่งพามนุษย์ตลอดเวลาทุกครั้งที่สร้างความก้าวหน้าอะไรใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์ละ?&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;บางทีความฉลาดอาจจะไม่ใช่ทั้งหมดก็ได้&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;บางทีเราอาจจะโง่เองที่คิดไปว่าเราเข้าใจอะไรต่อมิอะไร บางทีมนุษย์อาจจะเป็นพวกเดียวที่สามารถรับความจริงได้ว่าไม่มีใครรู้อะไรได้อย่างถ่องแท้เลย&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;em&gt;—จาก Speaker For The Dead โดย Orson Scott Card&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;em&gt;หมายเหตุ: มหากาพย์ชิ้นยอดนี้&lt;a href="http://www.askmedia.co.th/book/show_book.php?id=26"&gt;แปลเป็นภาษาไทยแล้ว&lt;/a&gt; แต่บทถอดความนี้แปลมาจากฉบับภาษาอังกฤษ&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;</description><link>http://la.byr.in.th/post/15523657219</link><guid>http://la.byr.in.th/post/15523657219</guid><pubDate>Wed, 18 Mar 2009 11:00:00 +0700</pubDate><category>ender's game</category><category>intelligence</category><category>paraphrase</category></item><item><title>No difference</title><description>&lt;p&gt;ผมเคยเห็นมาไม่น้อยเหมือนกัน คนที่พยายามทำอะไรอยู่เงียบๆ คนเดียว แล้วอาจหาญคิดว่าตัวเองจะเปลี่ยนแปลงโลกได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนประเภทนี้เป็นสีสันของโลกเราครับ ทั้งคนที่กินมังสวิรัติเพื่อให้มนุษย์หยุดฆ่าสัตว์ คนที่ใส่ใจแยกขยะทุกชิ้นเพื่อให้ไม่ให้มีสารพิษตกค้างในสิ่งแวดล้อม คนที่เลิกใช้ไฟฟ้าแล้วปลีกวิเวกไปอยู่แบบพอเพียงในชนบทเพื่อหยุดภาวะโลกร้อน คนที่ใช้สิทธิ์เลือกตั้งกับพรรคเล็กพรรคน้อยที่ไม่มีโอกาสชนะ คนที่หยุดไปเติมน้ำมันเพื่อกดดันให้ปั๊มลดราคา คนที่ซื้ออาหารกับร้านค้าข้างถนนและช็อบปิ้งในตลาดนัด/โชห่วย เพราะไม่ต้องการให้ธุรกิจแฟรนไชส์จากเมืองนอกเติบโต คนที่เลิกใช้สินค้าแบรนด์หนึ่งๆ เพื่อบอยคอตต์บริษัทนั้นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมไม่ได้ต่อต้านหรือดูถูกผู้มีอุดมการณ์สูงส่งเหล่านี้ แต่ทุกครั้งที่ได้เจอ ผมก็อดสงสัยในใจไม่ได้ เขาจะรู้มั้ยนะ ว่าสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ในขณะนั้น มันไม่ได้ส่งผลกระทบใดๆ ต่อโลกเลยแม้แต่น้อย และเขาจะทำประโยชน์ให้กับมนุษยชาติได้มากกว่าโดยการไปทำมาหากินซะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเลคเชอร์ช่วงบ่ายของวันหนึ่ง ขณะนั่งอยู่ในห้องประชุมที่มีเสียงปรบมือเกรียวกราว ผมเกิดคำถามกับตัวเองว่า จะทำยังไงให้ทั้งห้องหยุดปรบมือในบัดเดี๋ยวนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมมีสองตัวเลือก คือปรบมือต่อไป กับนั่งอยู่เงียบๆ เฉยๆ ซึ่งผมได้ข้อสรุปออกมาว่า ไม่ว่าจะเลือกข้อไหน ผลกระทบที่เกิดกับระดับเสียงในห้อง ก็จะเรียกได้ว่าไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Local actions เมื่ออยู่ในโลกอันกว้างใหญ่แล้ว เป็นสิ่งที่เปล่าประโยชน์อย่างร้ายกาจ ความจริงอันโหดร้ายก็คือ ห้างสรรพสินค้าจะมีลูกค้าเสมอไม่ว่าคุณจะเข้าไปใช้บริการหรือไม่เข้า เคเอฟซีจะไม่ปิดกิจการเพียงเพราะคุณสอนให้ลูกคุณหันไปใช้บริการไก่ย่างหน้าปากซอย พรานป่าจะล่าสัตว์สงวนเพื่อนำอวัยวะมาขายที่อัตราเดิมไม่ว่าคุณจะซื้อมันหรือไม่ การที่คุณหยุดเปิดแอร์และช่วยลดการใช้พลังงานของมนุษยชาติได้ 0.000000000038% ก็ไม่ทำให้โลกเย็นลง และการที่คุณคนเดียวซื้อซีดีเพลงลิขสิทธิ์ก็ไม่ทำให้ศิลปินรวยขึ้นแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เมื่อการกระทำเล็กๆ ที่ไร้ความสำคัญเหล่านี้ เกิดขึ้นในลักษณะที่มีการประสานงานกัน พร้อมเพรียงกัน ในทิศทางเดียวกัน ผลกระทบในระดับ global ก็เริ่มเกิดขึ้น ในขณะที่โดยตัวบุคคลแล้วพวกเขาก็ยังไร้ความสำคัญเหมือนเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาจจะพูดได้ว่า ม็อบจะเกิดไม่ได้ถ้าหากไม่มีคนมารวมตัวกัน แต่การที่มีคนๆ หนึ่ง เดินออกจากกลุ่มม็อบในวันที่แดดร้อนๆ กลับไปนั่งดูทีวีที่บ้านแทน ก็ไม่ได้ทำให้ม็อบนั้นอ่อนกำลังลง แต่ถ้าทุกคนคิดได้แบบนี้เมื่อไหร่ ม็อบนั้นก็จะสลายในทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเคี้ยวปลายปากกา stylus เล่น ผมก็เริ่มมองเห็นว่า มันไม่ใช่ตัวการกระทำนั้นเลย ที่ก่อให้เกิดผลกระทบใดๆ กับโลก มันคือสุนทรพจน์ บทความ และการประสานงานต่างหาก ที่ได้เป็นตัวเปลี่ยนโลกมาโดยตลอด คานธีไม่ได้ช่วงชิงเอกราชกลับมาด้วยการอดอาหาร หากแต่แกทำสำเร็จได้ด้วย PR และคุณอาจจะเดินทางด้วยเครื่องบินเจ๊ตส่วนตัวที่พ่น CO&lt;sub&gt;2&lt;/sub&gt; เป็นว่าเล่นก็ได้ แต่ในฐานะนักรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อมตัวยง คุณจะยังทำประโยชน์ให้กับธรรมชาติมากกว่าที่คนแยกขยะนั่นจะทำได้ทั้งชีวิตเสียอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โอเค นี่คงจะเป็นข้ออ้างที่ผมใช้บอกตัวเอง เวลาจะเลี่ยงงานมานั่งเขียนเรื่องอะไรไม่เป็นเรื่องทั้งวัน&lt;/p&gt;</description><link>http://la.byr.in.th/post/15523474816</link><guid>http://la.byr.in.th/post/15523474816</guid><pubDate>Fri, 06 Mar 2009 12:00:00 +0700</pubDate></item><item><title>This page is intentionally left blank</title><description>&lt;p&gt;&lt;em&gt;“หน้านี้เว้นว่างไว้โดยเจตนา”&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หน้านั้นสิ้นสุดสถานะ “เว้นว่าง” ของมัน ตอนที่คุณพิมพ์ข้อความนั้นลงไป&lt;/p&gt;</description><link>http://la.byr.in.th/post/15523349316</link><guid>http://la.byr.in.th/post/15523349316</guid><pubDate>Wed, 25 Feb 2009 12:00:00 +0700</pubDate><category>one-shot</category></item></channel></rss>

