ผมเคยเห็นมาไม่น้อยเหมือนกัน คนที่พยายามทำอะไรอยู่เงียบๆ คนเดียว แล้วอาจหาญคิดว่าตัวเองจะเปลี่ยนแปลงโลกได้
คนประเภทนี้เป็นสีสันของโลกเราครับ ทั้งคนที่กินมังสวิรัติเพื่อให้มนุษย์หยุดฆ่าสัตว์ คนที่ใส่ใจแยกขยะทุกชิ้นเพื่อให้ไม่ให้มีสารพิษตกค้างในสิ่งแวดล้อม คนที่เลิกใช้ไฟฟ้าแล้วปลีกวิเวกไปอยู่แบบพอเพียงในชนบทเพื่อหยุดภาวะโลกร้อน คนที่ใช้สิทธิ์เลือกตั้งกับพรรคเล็กพรรคน้อยที่ไม่มีโอกาสชนะ คนที่หยุดไปเติมน้ำมันเพื่อกดดันให้ปั๊มลดราคา คนที่ซื้ออาหารกับร้านค้าข้างถนนและช็อบปิ้งในตลาดนัด/โชห่วย เพราะไม่ต้องการให้ธุรกิจแฟรนไชส์จากเมืองนอกเติบโต คนที่เลิกใช้สินค้าแบรนด์หนึ่งๆ เพื่อบอยคอตต์บริษัทนั้นๆ
ผมไม่ได้ต่อต้านหรือดูถูกผู้มีอุดมการณ์สูงส่งเหล่านี้ แต่ทุกครั้งที่ได้เจอ ผมก็อดสงสัยในใจไม่ได้ เขาจะรู้มั้ยนะ ว่าสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ในขณะนั้น มันไม่ได้ส่งผลกระทบใดๆ ต่อโลกเลยแม้แต่น้อย และเขาจะทำประโยชน์ให้กับมนุษยชาติได้มากกว่าโดยการไปทำมาหากินซะ
ในเลคเชอร์ช่วงบ่ายของวันหนึ่ง ขณะนั่งอยู่ในห้องประชุมที่มีเสียงปรบมือเกรียวกราว ผมเกิดคำถามกับตัวเองว่า จะทำยังไงให้ทั้งห้องหยุดปรบมือในบัดเดี๋ยวนั้น
ผมมีสองตัวเลือก คือปรบมือต่อไป กับนั่งอยู่เงียบๆ เฉยๆ ซึ่งผมได้ข้อสรุปออกมาว่า ไม่ว่าจะเลือกข้อไหน ผลกระทบที่เกิดกับระดับเสียงในห้อง ก็จะเรียกได้ว่าไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ เลย
Local actions เมื่ออยู่ในโลกอันกว้างใหญ่แล้ว เป็นสิ่งที่เปล่าประโยชน์อย่างร้ายกาจ ความจริงอันโหดร้ายก็คือ ห้างสรรพสินค้าจะมีลูกค้าเสมอไม่ว่าคุณจะเข้าไปใช้บริการหรือไม่เข้า เคเอฟซีจะไม่ปิดกิจการเพียงเพราะคุณสอนให้ลูกคุณหันไปใช้บริการไก่ย่างหน้าปากซอย พรานป่าจะล่าสัตว์สงวนเพื่อนำอวัยวะมาขายที่อัตราเดิมไม่ว่าคุณจะซื้อมันหรือไม่ การที่คุณหยุดเปิดแอร์และช่วยลดการใช้พลังงานของมนุษยชาติได้ 0.000000000038% ก็ไม่ทำให้โลกเย็นลง และการที่คุณคนเดียวซื้อซีดีเพลงลิขสิทธิ์ก็ไม่ทำให้ศิลปินรวยขึ้นแต่อย่างใด
แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เมื่อการกระทำเล็กๆ ที่ไร้ความสำคัญเหล่านี้ เกิดขึ้นในลักษณะที่มีการประสานงานกัน พร้อมเพรียงกัน ในทิศทางเดียวกัน ผลกระทบในระดับ global ก็เริ่มเกิดขึ้น ในขณะที่โดยตัวบุคคลแล้วพวกเขาก็ยังไร้ความสำคัญเหมือนเดิม
อาจจะพูดได้ว่า ม็อบจะเกิดไม่ได้ถ้าหากไม่มีคนมารวมตัวกัน แต่การที่มีคนๆ หนึ่ง เดินออกจากกลุ่มม็อบในวันที่แดดร้อนๆ กลับไปนั่งดูทีวีที่บ้านแทน ก็ไม่ได้ทำให้ม็อบนั้นอ่อนกำลังลง แต่ถ้าทุกคนคิดได้แบบนี้เมื่อไหร่ ม็อบนั้นก็จะสลายในทันที
ขณะเคี้ยวปลายปากกา stylus เล่น ผมก็เริ่มมองเห็นว่า มันไม่ใช่ตัวการกระทำนั้นเลย ที่ก่อให้เกิดผลกระทบใดๆ กับโลก มันคือสุนทรพจน์ บทความ และการประสานงานต่างหาก ที่ได้เป็นตัวเปลี่ยนโลกมาโดยตลอด คานธีไม่ได้ช่วงชิงเอกราชกลับมาด้วยการอดอาหาร หากแต่แกทำสำเร็จได้ด้วย PR และคุณอาจจะเดินทางด้วยเครื่องบินเจ๊ตส่วนตัวที่พ่น CO2 เป็นว่าเล่นก็ได้ แต่ในฐานะนักรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อมตัวยง คุณจะยังทำประโยชน์ให้กับธรรมชาติมากกว่าที่คนแยกขยะนั่นจะทำได้ทั้งชีวิตเสียอีก
โอเค นี่คงจะเป็นข้ออ้างที่ผมใช้บอกตัวเอง เวลาจะเลี่ยงงานมานั่งเขียนเรื่องอะไรไม่เป็นเรื่องทั้งวัน